Blog

ผู้บริหารกับการเงิน ทำไมผู้บริหารยุคใหม่ต้องมีความรู้ทางการเงินเชิงลึก

ผู้บริหารกับการเงิน ทำไมผู้บริหารยุคใหม่ต้องมีความรู้ทางการเงินเชิงลึก

Student blog — 18/11/2025

Educational
ผู้บริหารกับการเงิน ทำไมผู้บริหารยุคใหม่ต้องมีความรู้ทางการเงินเชิงลึก
ถอดรหัสความสำเร็จ ทำไมผู้บริหารยุคใหม่ต้องมี ความรู้ด้านการเงิน ที่ลึกซึ้งในโลกธุรกิจที่หมุนเร็ว การตัดสินใจของผู้บริหารทุกก้าวมีความหมายต่อมูลค่าขององค์กร ความรู้ด้านการเงินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่คือ อาวุธสำคัญ ที่ผู้บริหารทุกคนต้องมี เพื่อนำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น เป้าหมายสำคัญของผู้บริหาร คือ การสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายถึงการสร้างมูลค่าให้กับหุ้นของบริษัทให้มากที่สุด ผู้ถือหุ้นต้องการให้บริษัทมีกำไรสูง เพื่อที่บริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้น อีกทั้งเมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็จะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหุ้น ดังนั้นหน้าที่ของผู้บริหารคือการเพิ่มความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นโดยการบริหารให้ราคาหุ้นของกิจการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งต้องดำเนินธุรกิจอย่างมี จริยธรรม และมี ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) หมายถึง สัญญาหรือหลักทรัพย์ที่ให้นักลงทุนมีสิทธิ์ได้รับผลตอบแทนในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ทางการเงิน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
  • ตราสารหนี้ (Debt Instruments) เป็นหลักทรัพย์ที่ผู้กู้ (เช่น บริษัท หรือ รัฐบาล) ออกเพื่อระดมทุน โดยมีภาระต้องจ่าย ดอกเบี้ย และ คืนเงินต้น ตามกำหนด อาทิ หุ้นกู้ (Debenture), พันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bond)
  • ตราสารทุน (Equity Instruments) ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น เจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้น) สิ่งที่ได้รับคือ เงินปันผล และ กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น อาทิ หุ้นสามัญ (Common Stock)
  • ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ตราสารที่สร้างขึ้นเพื่อ ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือเพื่อ เก็งกำไร อาทิ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชัน (Options)
สินทรัพย์ทางการเงินจะมีผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝ่ายหลัก คือ ผู้ที่มีเงินเหลือ (Savers) และ ผู้ต้องการใช้เงิน (Borrowers) โดยบทบาทของแต่ละกลุ่มผู้เกี่ยวข้องมีดังนี้
  • ครัวเรือน (Households) เป็นผู้มีเงินเหลือสุทธิ (Net Savers) เนื่องจากมักมีเงินออมมากกว่าความต้องการใช้เงินเพื่อการลงทุน
  • บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Financial Corporations) เป็นผู้ต้องการใช้เงินสุทธิ (Net Borrowers) เพื่อนำไปใช้ในการลงทุน ขยายกิจการ หรือดำเนินงาน
  • รัฐบาล (Government) โดยปกติจะดำเนินนโยบายแบบขาดดุล จึงเป็นผู้ต้องการใช้เงินสุทธิ (Net Borrowers) เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ
  • สถาบันการเงิน (Financial Institutions) ทำหน้าที่หลักคือการเป็นตัวกลางทางการเงิน ในการนำเงินจากผู้ที่มีเงินเหลือไปให้แก่ผู้ต้องการใช้เงิน ดังนั้น โดยรวมแล้วสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินจะ เกือบจะสมดุลกัน ระหว่างเงินที่เหลือกับเงินที่ต้องการใช้
วิธีการถ่ายโอนเงินจากผู้มีเงินเหลือไปยังผู้ต้องการใช้เงิน
  • การโอนโดยตรง ได้แก่การที่บริษัทออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือการเขียนเช็คชำระให้กันโดยตรง
  • การโอนโดยอาศัยที่ปรึกษาทางการเงิน ได้แก่ การระดมทุนโดยการออกหุ้นสามัญครั้งแรก (IPO – Initial Public Offering) ซึ่งต้องอาศัยที่ปรึกษาทางการเงินหรือวาณิชธนกิจ (Investment Banker)
  • การโอนโดยอาศัยตัวกลางทางการเงิน ได้แก่ การที่ผู้มีเงินเหลือฝากเงินไว้กับธนาคาร แล้วธนาคารนำเงินนั้นไปให้บริษัทกู้
การแบ่งประเภทของตลาดการเงิน
  • ตลาดแบบทันทีกับตลาดแบบล่วงหน้า (Spot versus Future Markets)
    • ตลาดแบบทันที (Spot Markets) คือตลาดที่ทำการแลกเปลี่ยนและส่งมอบสินทรัพย์กันทันทีอาทิ ธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่สนามบินเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว
    • ตลาดแบบล่วงหน้า (Future Markets) คือตลาดที่มีการตกลงหรือทำสัญญาแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน แต่จะมีการส่งมอบจริงในอนาคต
  • ตลาดเงินกับตลาดทุน (Money versus Capital Markets)
    • ตลาดเงิน (Money Markets) คือตลาดที่ทำการซื้อขายตราสารระยะสั้น (มีอายุไม่เกิน 1 ปี)
    • ตลาดทุน (Capital Markets) คือตลาดที่ทำการซื้อขายตราสารระยะยาว (มีอายุเกิน 1 ปี)
  • ตลาดแรกกับตลาดรอง (Primary versus Secondary Markets)
    • ตลาดแรก (Primary Markets): คือตลาดที่ใช้ในการระดมทุนครั้งแรก (First-time funding)อาทิ การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO – Initial Public Offering)
    • ตลาดรอง (Secondary Markets) คือตลาดที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารทางการเงินหลังจากที่ได้มีการซื้อขายครั้งแรกไปแล้ว
ตลาดรองในประเทศไทย
  • ตลาดตราสารทุน Stock Exchange of Thailand (SET) เริ่มทำการซื้อขายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518
  • ตลาดตราสารหนี้ Bond Electronic Exchange (BEX) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546
  • ตลาดตราสารอนุพันธ์ Thailand Futures Exchange Public Company Limited (TFEX) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548
ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการระดมทุนและบริหารสภาพคล่องในประเทศไทย: ตลาดทุนมีความซับซ้อนและมีกลไกเฉพาะทาง ทั้งตลาดตราสารทุน (SET) ตลาดตราสารหนี้ (BEX) และตลาดตราสารอนุพันธ์ (TFEX) การเข้าใจกลไกเหล่านี้ทำให้ผู้บริหารสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณคือผู้บริหาร หรือผู้ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ และตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำ นี่คือโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้น การเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุน การบริหารความเสี่ยง โครงสร้างเงินทุน การวิเคราะห์ตลาด และการใช้เครื่องมืออนุพันธ์ จะเปลี่ยนคุณจากผู้บริหารที่รู้ การเงิน เป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญ การเงิน หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA Online) กลุ่มวิชาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อติดอาวุธทางความคิดและเครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัยให้กับคุณโดยเฉพาะ โดยเน้นการเรียนรู้แบบประยุกต์ใช้ได้จริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์มูลค่าโครงการการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอ หรือการเข้าใจกลไกของตลาดการเงินในระดับโลก
อย่าปล่อยให้โอกาสในการสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับองค์กรหลุดลอยไป การลงทุนในความรู้ทางการเงินคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด

ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณรพี บานชื่นวิจิตร
เนื้อหาบทเรียน MO514การเงินเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

แชร์บทความนี้

หลักสูตร